เทศกาลไหว้พระจันทร์ และการคัดเลือกองค์สมมติเจ้าแม่กวนอิม

เทศกาลไหว้พระจันทร์

และการคัดเลือกองค์สมมติเจ้าแม่กวนอิม

 

เทศกาลไหว้พระจันทร์

ภาษาจีนเรียกวันไหว้พระจันทร์ว่า จงชิว (ตงชิว) ที่มาของคำว่า จงชิว นี้คือเดือนแปดตามปฏิทินจันทรคติ ตกอยู่ช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง (เดือนเจ็ดและเดือนแปดอยู่ในฤดูใบไม้ร่วง หนึ่งฤดูแบ่งเป็น เมิ่งจ้งจี้) ดังนั้นก็เลยเรียกว่า จงชิว ประกอบกับวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนแปด ก็ตกอยู่ในช่วงกลางของเวลาที่เรียกว่า จ้งชิว นี้ จึงเรียกเทศกาลดังกล่าวว่า จงชิว ด้วย ในคืนวันไหว้พระจันทร์ ดวงจันทร์สว่างและกลม ถือว่าสวยที่สุด ผู้คนถือว่า ดวงจันทร์ที่กลมเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความสามัคคี ดังนั้นจึงเรียกเทศกาลนี้ว่า “เทศกาลแห่งความกลมเกลียว” เทศกาลไหว้พระจันทร์ เป็นเทศกาลดี เป็นเทศกาลที่มีความเกี่ยวข้องกับตำนาน เรื่องดวงจันทร์ของชาวจีนอย่างแนบแน่นเช่นเรื่อง ฉางเอ๋อเหินสู่ดวงจันทร์ ถือว่าเป็นเรื่องที่มีชื่อเสียงมาก วันไหว้พระจันทร์ เป็นการไหว้ครั้งที่ 6 ของปี เรียกการไหว้ครั้งนี้ว่า ตงชิวโจ่ย การไหว้พระจันทร์ของคนจีน เป็นที่รู้จักกันดีกว่าเทศกาลไหว้อื่นๆ เพราะมีเรื่องราวที่น่าสนใจ เป็นการไหว้เจ้าแม่กวนอิม และมีของไหว้ที่เป็นแบบเฉพาะ เช่นมีขนมไหว้พระจันทร์ มีต้นอ้อย โคมไฟ อีกทั้งเทศกาลนี้เป็นอุบายในการปลดแอกชาติจีนออกจากการปกครองของพวกมองโกล

วันไหว้พระจันทร์ ถือเป็นวันสารท เพราะตรงกับวันกลางเดือน คือวันที่ ๑๕ ถ้าเป็นตรุษจะเป็นวันที่ 1 ของเดือน ตรงกับวันที่ 15 เดือน 8 ของจีน และถือเป็นวันกลางเดือน ของเดือน กลางฤดูใบไม้ร่วง ด้วยว่าประเทศจีนนั้นแบ่งวันเวลาเป็น 4 ฤดูกาล ฤดูหนึ่งมี 3 ดวง คือ ชุง แห่ ชิว ตัง คือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูฝน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว ตามลำดับ ขนมที่ทำมาเป็นพิเศษในเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้ก็คือ ขนมเปี๊ยะก้อนใหญ่พิเศษ ไส้หนา มีขนมโก๋เกสีขาว ขนมโก๋สอดไส้ ขนมโก๋ สีเหลือง เมื่อไหว้เสร็จก็แบ่งกันรับประทานในครอบครัว

 

1.) ตำนานประเพณีไหว้พระจันทร์ (เทพธิดาฉางเอ๋อ)

เมื่อ 4,000 ปีล่วงมาแล้ว ในสมัยราชวงศ์เซี้ยของจีน ท้องฟ้ามีพระอาทิตย์ 10 ดวง ส่องแสงลงมา เผาผลาญโลกมนุษย์จนเกิดความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ฮ่องเต้ในสมัยนั้นจึงได้ประกาศหาผู้ที่มีความสามารถมาทำลายพระอาทิตย์ เพื่อลดความร้อนและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ทุกข์ยาก ต่อมามีนักแม่นธนูมือฉมังนายหนึ่ง นามว่า “โฮ้วอี้” ได้มาอาสาสมัครทำงานชิ้นนี้ โฮ้วอี้สามารถยิงดวงอาทิตย์ตกลงมา 9 ดวง เหลือไว้เพียงหนึ่งดวงเพื่อให้เกิดความสมดุลของโลกเหมือนในปัจจุบันนี้ เมื่อโฮ้วอี้ ทำการสำเร็จ ฮ่องเต้ก็ปูนบำเหน็จรางวัลให้โดยแต่งตั้งให้เขาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน และสามารถทำอะไรก็ได้เหมือนกับการได้รับดาบอาญาสิทธิ์ พร้อมกันนี้ได้มอบหญิงงามให้เป็นภรรยาหนึ่งคน หญิงงามผู้นี้มีนามว่า “ฉางเอ๋อ”

ครั้นเวลาล่วงผ่านไป โฮ้วอี้ได้รับยาวิเศษจากเจ้าแม่อวงบ้อ ยานี้มีสรรพคุณทำให้อายุยืนยาว และสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ตอนที่ยามาถึงบ้าน โฮ้วอี้ไม่อยู่ นางฉางเอ๋อผู้เป็นภรรยาได้รับยานี้ไว้ และนางคิดว่าถ้าให้โฮ้วอี้กินยาวิเศษนี้แล้วทำให้อายุยืน ก็จะทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากตั้งแต่โฮ้วอี้ได้รับสิทธิพิเศษจากฮ่องเต้แล้ว เมื่อมีผู้ใดขัดใจก็จะฆ่าทิ้ง ด้วยความกลัวว่าผู้คนจะตายกันมากขึ้น นางฉางเอ๋อจึงตัดสินใจกินยาเสียเอง เมื่อกินยาแล้วก็กลัวสามีจะรู้และฆ่านาง นางจึงได้วิ่งหนีไป ในขณะที่วิ่งไปนั้นยาวิเศษออกฤทธิ์ทำให้นางเหาะได้ นางฉางเอ๋อจึงเหาะหนีไปอยู่บนดวงจันทร์ ชาวบ้านที่เห็นนางเหาะไปอยู่บนดวงจันทร์ ก็กลัวนางจะอดอยาก และด้วยความระลึกถึงความดีของนาง จึงจัดของเซ่นไหว้ นับตั้งแต่นั้นมา ก็มีการไหว้พระจันทร์เป็นประจำทุกปี ในคืนวันเพ็ญเดือนแปดของจีน หรือ วันสารทตงชิว เพื่อเซ่นไหว้เทพธิดาฉางเอ๋อ เพื่อให้ประทานความสุข ความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณธัญญาหารแก่มวลมนุษย์

สำหรับโต๊ะไหว้พระจันทร์นั้น คนจีนมักจะใช้โต๊ะกลม ขนมเปี๊ยะหรือของที่ตั้งไหว้มักจะเป็นรูปทรงกลม เชื่อกันว่าจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์ ความกลมเกลียว ดอกไม้ ดอกเบญจมาศ ส่องประกายสีเหลืองอร่ามและเป็นดอกไม้ตามฤดูกาลของจีน โต๊ะแต่ละโต๊ะ มีต้นอ้อย 2 ต้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองและความหวาน ส่วนโคมไฟให้แสงสว่าง ที่ขาดไม่ได้คือ เครื่องสำอาง สำหรับเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ “ฉางเอ๋อ” ซึ่งชาวจีนเชื่อว่าเทพธิดาฉางเอ๋อ ยังสถิตอยู่บนดวงจันทร์

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมาเกี่ยวกับการกู้ชาติของชนชาวจีนอีกด้วย ในช่วงปี พ.ศ. 1822 ชาวมองโกลภายใต้การนำของกุบไล ข่าน (หลานปู่ของเจงกีส ข่าน) ได้รุกรานเข้าสู่แผ่นดินจีนในสมัยราชวงศ์ซ้อง สามารถโค่นล้มและยึดครองประเทศจีนได้ จากนั้นได้สถาปนาก่อตั้งราชวงศ์หยวน ขึ้นปกครองประเทศจีนในช่วงปี พ.ศ. 1823-1911 ช่วงปลายราชวงศ์หยวน รัชสมัยของพระเจ้าหยวนซุ่นตี้ เกิดความวุ่นวาย และภัยพิบัติขึ้นมากมาย ราชสำนักอ่อนแอ จึงทำให้มีชาวจีนหลายกลุ่มคิดก่อการกบฏเพื่อกอบกู้แผ่นดินจีน แต่ว่าทางการออกคำสั่งห้ามชุมนุมกัน จึงยากที่จะรวมกลุ่มเพื่อปรึกษาแผนการและระดมพล ในตอนนั้น มีนักยุทธศาสตร์การศึก ชื่อหลิวป๋ออุน ชาวมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกลุ่มกบฏที่นำโดย จูหยวนจาง ได้คิดแผนการรวบรวมพลให้ก่อการขึ้นพร้อมกัน เนื่องจากชาวมองโกลนั้นไม่นิยมกินขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์ ดังนั้นจึงอาศัยช่วงโอกาสนี้ทำขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์ที่มีไส้หนา แล้วสอดไส้กระดาษที่เขียนข้อความไว้ว่า “15 ค่ำเดือน 8 สังหารมองโกล” นำออกแจกจ่ายให้กับชาวจีนทั้งหลาย

เมื่อถึงคืนวันไหว้พระจันทร์ กลุ่มชาวจีนทั้งหลายก็ลงมือก่อการขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน และสามารถโค่นล้มราชวงศ์หยวนลงได้ จูหยวนจางได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ ก่อตั้งราชวงศ์หมิงขึ้น (พ.ศ.1911 – 2187) นับจากนั้นเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ที่มีการไหว้ขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์จึงเป็นงานฉลองระดับชาติ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น

 

2.) การตั้งโต๊ะไหว้พระจันทร์

การตั้งโต๊ะพิธีไหว้ดวงจันทร์ มักจะหันโต๊ะพิธีเข้าหาดวงจันทร์ บนโต๊ะพิธีที่นิยมกันนั้นจะประกอบด้วย อาหารเจ (ไม่มีเนื้อสัตว์ทุกชนิด) เนื่องจากอิทธิพลของศาสนาพุทธนิกายมหายานที่เชื่อกันว่าพระจันทร์มีพระ โพธิสัตว์ “จันทรประภาโพธิสัตว์” ซึ่งเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าที่สถิตอยู่บนดวงจันทร์

อาหารเจที่นิยมนำมาไหว้นั้น นิยมนำมาไหว้เป็นอาหารเจแห้ง 5 ชนิดได้แก่ วุ้นเส้น เห็ดหูหนู (ขาวหรือดำก็ได้) ดอกไม้จีน ฟองเต้าหู้ และเห็ดหอม นอกจากนี้ก็จะมีการนำผลไม้และขนมมาไหว้ ส่วนใหญ่นิยมใช้ขนมไหว้พระจันทร์ ซึ่งที่ได้รับความนิยมมากคือขนมไหว้พระจันทร์ของคนกวางตุ้ง ที่มีไส้เยอะ ชิ้นใหญ่ บางอันมีไข่เค็ม ซึ่งมีรสชาติอร่อย ภายหลังได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วประเทศจีน ซึ่งในสมัยก่อนนั้นขนมไหว้พระจันทร์จะทำขึ้นมาจากผลิตผลทางการเกษตรของครอบครัว เช่น แป้งข้าวเหนียว ถั่ว งา ฯลฯ

ส่วนผลไม้ นิยมใช้ ส้มโอ ซึ่งเป็นผลผลิตในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และนิยมใช้เผือกทั้งหัวมาไหว้ มีเรื่องเล่าว่าการใช้เผือกทั้งหัวนั้น เกิดขึ้นภายหลังราชวงศ์หยวนที่เป็นคนเผ่ามองโกล ปกครองชาวฮั่น ซึ่งราชวงศ์หยวนนั้นเกรงว่าชาวฮั่นซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของจีนจะคิดต่อต้านมอง โกล จึงติดประกาศห้ามชุมนุม แต่ในโอกาสเซ่นไหว้พระจันทร์นี้ ชาวฮั่นได้ใช้วิธีนัดหมายโดยสอดกระดาษไว้ข้างในขนมไหว้พระจันทร์มีข้อความ ทำนองว่าให้นำหัวทหารมองโกล เซ่นไหว้ดวงวิญญาณวีรชน ซึ่งคำว่าเผือกนั้นในภาษาจีนจะออกเสียงคล้ายคำว่าหู ซึ่งแปลว่า ชนเผ่าเร่ร่อนหรือชาวมองโกลนั่นเอง จึงมีความนิยมนำเผือกมาไหว้ทั้งหัวแทนศีรษะของทหารชาวมองโกลด้วย

นอกจากผลไม้แล้ว ก็จะมีเครื่องไหว้ต่างๆ ได้แก่ ธูป เทียน กระถางธูป กระดาษไหว้พระจันทร์ กระดาษเงิน กระดาษทอง ซึ่งบางบ้านนำมาทำเป็นโคมไฟกระดาษเงินกระดาษทอง และมักนิยมใช้แผ่นป้ายที่เขียนตัวหนังสือจีนว่า “ตงชิว”ในภาษาแต้จิ๋ว หรือ “จงชิว” ในภาษาจีนกลาง แปลว่าไหว้พระจันทร์ด้วย ปัจจุบันนี้ในเมืองไทยมีขายเครื่องไหว้ และเครื่องไหว้ต่างๆ ที่เยาวราช ซึ่งในช่วงนี้เริ่มมีวางขาย และมีการจับจ่ายซื้อเครื่องไหว้พระจันทร์กันมากที่สุด สามารถจัดโต๊ะไหว้พระจันทร์อย่างง่ายๆ ได้ โดยใช้ขนมและผลไม้เป็นหลัก โดยฝ่ายหญิงนั้น นิยมนำแป้ง และเครื่องประทินโฉมต่างๆ มาวางบนโต๊ะพิธี เพื่อขอพลังแห่งดวงจันทร์ซึ่งถือว่าเป็นพลังที่จะช่วยให้สวยงามด้วย

 

การตั้งโต๊ะไหว้พระจันทร์ที่จัดขึ้นภายในศาลเจ้าแม่หน้าผา

3.) ช่วงเวลาของการไหว้เจ้า

3.1 ไหว้เจ้าในช่วงเช้า ของไหว้จัดปกติ เหมือนจัดของไหว้เจ้าปกติ แต่เพิ่มขนมไหว้พิเศษ คือขนมไหว้พระจันทร์ ขนมโก๋ และ ขนมเปี๊ยะ

3.2 ของไหว้บรรพบุรุษ ของไหว้จัดปกติ เหมือนจัดของไหว้บรรพบุรุษปกติ แต่เพิ่มขนมไหว้พิเศษ คือขนมไหว้พระจันทร์ ขนมโก๋ ขนมเปี๊ยะ และ ผลไม้ไหว้พิเศษ เช่น ส้มโอผลใหญ่

3.3 ของไหว้เจ้าแม่ในตอนค่ำ

– ของคาว อาหารเจแห้ง 5 อย่าง คือ วุ้นเส้น ดอกไม้จีน เห็ดหูหนู เห็ดหอม และ ฟองเต้าหู้

ขนมไหว้ ขนมไหว้พระจันทร์ ไส้อะไรก็ได้ ที่ไม่มีไข่แดงเค็ม และ ต้องไม่ใช่ไส้โหงวยิ้ง หรือเมล็ด 5 อย่าง เพราะไส้โหงวยิ้ง มีใส่มันหมูแข็ง จึงเป็นของชอ คือ มีคาว แต่ไหว้เจ้าแม่ ต้องไหว้อาหารเจ

– ขนมโก๋ มีหลายชนิดเช่น ขนมโก๋ขาว โก๋เหลือง โก๋เช้ง และขนมโก๋อ่อนแบบต่างๆ

– ผลไม้ และเพิ่มพิเศษ ส้มโอผลใหญ่ๆ

– เครื่องดื่ม ใช้ชาน้ำหรือชาใบ หรือมีทั้งสองแบบ

– กระดาษเงิน ค้อซี กอจี๊

 

ในวันไหว้พระจันทร์ ตามประเพณีจีนของชาวจีนที่นครสวรรค์ จะถือโอกาสในวันนี้เป็นวันที่จะคัดเลือก ผู้ที่จะมาเป็นองค์สมมติเจ้าแม่กวนอิม ในงานตรุษจีนปากน้ำโพของนครสวรรค์ การที่ได้เป็นตัวแทนขอองค์เจ้าแม่กวนอิม นั้นถือว่าได้รับเกียรติอย่างสูง

 

คุณจงกล ยนต์พินิจ องค์สมมุติเจ้าแม่กวนอิมคนแรก

คุณสมบัติผู้เข้ารับการคัดเลือกองค์สมมติเจ้าแม่กวนอิม มีดังนี้

1. เป็นสาวพรหมจรรย์

2. เป็นลูกหลานชาวนครสวรรค์โดยกำเนิด

3. มีอายุระหว่าง 15 – 24 ปี ส่วนสูงตั้งแต่ 158 เซนติเมตรขึ้นไป

4. มีความพร้อมที่จะเข้าร่วมกิจกรรมกับคณะกรรมการจัดงานฯ ในการประชาสัมพันธ์งานอย่างต่อเนื่อง

5. มีความพร้อมที่จะถือศีลกินเจ ก่อนวันเข้าร่วมกิจกรรมการคัดเลือกองค์สมมุติฯ อย่างน้อย ๕ วัน

6. ไม่เป็นผู้ที่เคยได้รับคัดเลือกเป็นองค์สมมุติฯ มาก่อน

7. มีคำรับรองความประพฤติจากผู้ปกครองหรือสถาบัน

8. หลังจากได้รับคัดเลือกเป็นองค์สมมุติเจ้าแม่กวนอิมแล้ว ห้ามไปประกวดในงานต่างๆ อีกจนกว่าจะหมดวาระหน้าที่ในงานเทศกาลตรุษจีนประจำปี

9. ในระหว่างที่เป็นองค์สมมุติเจ้าแม่กวนอิม จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงหรือวัตถุประสงค์ของคณะกรรมการฯ หากไม่ปฏิบัติตามหรือประพฤติไม่เหมาะสมทางคณะกรรมการจะปลดออกทันที

10. ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นองค์สมมุติเจ้าแม่กวนอิม ต้องถือศีลกินเจจนสิ้นสุดเทศกาลตรุษจีน

11. ผู้ทำการจัดฟัน ยินดีถอดชุดดัดฟัน ในขณะเข้าร่วมทุกกิจกรรม

การคัดเลือกองค์สมมุติเจ้าแม่กวนอิมนั้นมีหลายขั้นตอน โดยทำการคัดเลือกจนเหลือ 10 คนสุดท้าย แล้วจึงนำมาให้เสี่ยงทายว่าใครจะเป็นผู้ที่จะได้รับเกียรตินี้ การเสี่ยงทายนี้ เรียกว่า “ปั่วะปวย” จัดขึ้นใน ศาลเจ้าแม่ทับทิม ในวันไหว้พระจันทร์ โดยทำการโยน ติ้ว (ไม้สีแดงรูปสี่เหลี่ยมคางหมู ด้านหนึ่งเรียบ ด้านหนึ่งโค้งมี 2 ชิ้น หน้าตาเหมือนกัน ประกบกันได้เหมือนขนมครก) โดยทำการโยน 3 ครั้ง หากผลออกมา 3 ครั้งไม่เหมือนกัน (คว่ำ+หงาย, คว่ำ+หงาย, คว่ำ+คว่ำ) แสดงว่าเจ้าแม่ได้เลือกคนนั้น และเป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะเข้าร่วมในพิธีไหว้พระจันทร์ของศาลเจ้าแม่หน้าผา

 
 
ที่มา : ส่วนหนึ่งจาก หนังสือ “นครสวรรค์ศึกษา” บันทึกเรื่องราวปากน้ำโพ
 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *