เกร็ดความรู้เกี่ยวกับขบวนแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับขบวนแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ

 

ขบวนนี้ประกอบด้วยชายฉกรรจ์หลายคนหามองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ และเทพองค์อื่นๆที่อยู่บนเกี้ยวและเดินแห่ตามเส้นทางของถนนต่างๆ อยู่ตรงหน้าสุดคือกระถางธูปขนาดใหญ่ เมื่อแห่ไปถึงที่ใด ผู้คนก็จะนำธูปของตัวเองที่จุดไฟแล้วมาแลกกับธูปที่อยู่ในกระถางธูปใหญ่เพื่อนำกลับไปไว้ที่กระถางธูปเจ้าที่ของบ้านตัวเอง เพื่อเป็น ศิริมงคลแก่ครอบครัว หญิงสาวสวยถือธงยาวที่เป็นสัญลักษณ์ของเทพต่างๆ ธงเหล่านี้เรียก “โงฮงกี๊” เดินตาม ทั้งยังมีสาวสวยถือธงขนาดใหญ่ธงถือตามยาว ที่เรียกกันว่า “เคียเปีย” บนธงมีคำอวยพรและผู้สนับสนุนธง

 

ขบวนล่อโก้ว

 

เป็นขบวนของการบรรเลงดนตรีด้วยเครื่องดนตรีจีน มี “ล่อ” มี “โก้ว” (กลอง) ฉิ่ง, ฉาบ, คุ่ย, คิม, ซอ, อื่นๆ ขบวนนี้จะหยุดเป็นระยะๆ เพื่อแสดงและบรรเลงขบวนล่อโก้วมีสองขบวน มีของมูลนิธิประชานุเคราะห์ และ สมาคมส่งเสริมดนตรี

ขบวนล่อโก้ว

 

ขบวนสิงโตแบบต่างๆ

 

ชาวจีนได้แบ่งออกเป็น ๔ ประเภทคือ สิงโตกวางตุ้ง สิงโตปักกิ่ง เสือไหหนำ (ไหหลำ) และสิงโตฮากกา (จีนแคะ)

สิงโตกว๋องสิว (กวางตุ้ง)

สิงโตกว๋องสิวหรือสิงโตกวางตุ้งคือสิงโตที่นิยมเชิดกันมากที่สุดเพราะมีสีสันและลวดลายสวยงาม เห็นได้ทั่วไปตามงานวัดและงานมงคลของไทยและจีน มักประดับกระจกที่หน้าผากสิงโตกวางตุ้งประกอบด้วยสัตว์ ๓ ชนิด คือ แรด(มีนอที่หน้าผากเหมือนแรด) ม้า(มีลำตัวเหมือนม้า) สุนัข (มีอากัปกิริยาเหมือนสุนัข) มีคนคอยติดตามคือ “แป๊ะยิ้ม” ในมือถือพัดที่ทำมาจากใบตาล คู่กับยายซิ้มที่ในมือถือตะกร้าใส่ดอกเบ็ญจมาศ และจี้กงเป็นคนเมามีหน้าตาสกปรกมอมแมมในมือถือขวดน้ำเต่าใส่หล้า

 

แป๊ะยิ้ม

 

แป๊ะยิ้ม

หลายคนสงสัยว่าแล้ว “หัวเซียน” “แป๊ะยิ้ม” ที่เห็นคู่กับสิงโตเสมอนี้มีความเป็นมาและเกี่ยวกันกับการเชิดสิงโตอย่างไร คนรุ่นเก่าชาวจีนเล่าให้ฟังว่า มีที่มาจากเทพนิยายเรื่อง “แปดเซียน” ตอนที่แปดเซียนเดินทางไปอวยพรวันเกิดอ๊วงบ๊อบนสวรรค์ ขณะผ่านทะเลตังไฮ้ ปรากฏว่ามีสัตว์ประหลาดโผล่มาจากทะเล ชาวจีนเรียกว่า “สี่ปุ๊กเสี่ยว” แปลว่าไม่เหมือนสี่แบบคือรูปร่างเหมือนม้าแต่ไม่ใช่ม้า มีเกล็ดคล้ายปลาแต่ไม่ใช่ปลา มีหางเหมือนโคแต่ไม่ใช่โค ศีรษะคล้ายมังกรแต่ไม่ใช่มังกร คราวนั้น “แน่ไซฮัว” เซียนจิ๋ว มีรูปร่างคล้ายผู้หญิงทำผมแกละ มีกระเช้าดอกไม้ประกอบด้วยดอกเบญจมาศ ดอกไหน กิ่งไผ่ และใบไผ่ เป็นอาวุธพิเศษ และด้วยความเป็นเด็กจึงเข้าไปแหย่เจ้าสัตว์ประหลาดให้ติดตามเพื่อที่จะนำไป ถวายอ๊วงบ๊อ ซึ่งเป็นเซียนสูงสุด ส่วนหัวเซียนในประเทศไทยช่างผู้ประดิษฐ์หัวหุ่นเห็นว่าสร้างยากจึงดัดแปลงเป็น “แป๊ะโล้นหน้ายิ้ม” แต่ยังคงถือพัดเหมือนเดิม

 

สิงโตปักกิ่ง

 

การแสดงสิงโตปักกิ่ง
ที่มาภาพ : http://nsfest2009.blogspot.com/2009/01/21_21.html

เป็นสิงโตที่มักเห็นกันตามคณะกายกรรมของจีน มีลักษณะเหมือนสุนัขพันธุ์ปักกิ่ง มีอากัปกิริยาที่หน้ารัก มักเชิดกันเป็นคู่คือ พ่อ-แม่ และ ลูก ๒ – ๔ ตัวหัวสิงโตปักกิ่งนั้นจะไม่ค่อยมีลวดลายจะใช้แค่สีทอง และลำตัวจะมีแค่สองสีเท่านั้นเช่น แดง-เหลือง ส้ม-เหลือง เหลือง-เขียว เป็นต้นและจะมีคนคอนล่อลูกแก้วให้สิงโตวิ่งตาม สิงโตปักกิ่งได้เข้ามาในประเทศไทยสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายก ได้เดินทางไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับประเทศจีน คณะกรรมการแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพในปีพ.ศ. ๒๕๑๙ ได้ชมการแสดงสิงโตปักกิ่งของคณะกายกรรมกวางเจาที่มาแสดงในประเทศไทยจึงเกิดความคิดที่จะนำมาเข้าร่วมขบวนแห่ด้วย จึงได้จัดหาอาจารย์มาฝึกสอนโดยเชิญอาจารย์ลิ้มอู้จั้ว จากฮ่องกง ซึ่งมีความชำนาญในการแสดงศิลปะต่างๆ มาฝึกสอนเป็นเวลา ๓ ปี

 

เสือไหหนำ (ไหหลำ)

 

เสือไหหนำ

เป็นของชาวจีนไหหนำ เหตุที่เรียกเสือไหหนำก็เพราะมีเรื่องเล่าว่ามีแม่ลูกคู่หนึ่งเดินทางไปไหว้ศาลเจ้าปึงเถากงหนึ่งในไหหนำ และได้มีเสือนอนหลับอยู่ข้างศาลเจ้า โดยปกติเสือตัวนี้จะไม่ทำร้ายใคร จนเด็กคนนี้ไปแหย่เสือที่นอนหลับอยู่เสือก็ตื่นขึ้นด้วยความโกรธแล้วกินเด็กลงไป ส่วนแม่ก็ได้แต่ยืนดูโดยที่ช่วยอะไรไม่ได้ก็ได้แต่ยืนร้องไห้อยู่ตรงหน้าศาลเจ้า ฝ่ายเทพเจ้าปึงเถากงเห็นเหตุการณ์ก็นึกสงสารจึงไปขอให้พระภูมิเจ้าที่สององค์ช่วยเหลือชาวจีนไหหนำจึงได้นำตำนานเรื่องนี้มาเป็นการแสดง

 

สิงโตฮากกาหรือสิงโตจีนแคะ

 

สิงโตฮากกา

ลักษณะของหัวคล้ายกับบุ้งกี๋ มีสีสันสวยงามรองลงมาจากสิงโตกวางตุ้ง มักจะใช้สี แดง หลือง เขียวในการแต่งลวดลาย มีประวัติที่ยาวนานคือ ครั้นสมัยโบราณกาลที่ประเทศจีนเกิดภัยพิบัติ ฝนแล้งติดต่อกันมานานหลายปีชาวบ้านชาวนาเดือดร้อน ทำให้พระเจ้าแผ่นดินจีนมีพระราชบัญชาให้โหรหลวงช่วยตรวจสอบชะตาเมืองว่าจะมีทางแก้ไขอะไร ฝ่ายโหรหลวงได้ทูล หนทางแก้ไขว่าต้องหาคนไปจับสิงโตที่ชมพูทวีปมาแห่รอบเมืองเพื่อขับไล่สิงชั่วร้ายออกไป จึงให้ทหารไปประกาศหาคนฝีมือดีไปจับสิงโต แต่ก็ไม่มีใครที่จะมาอาสาไป ความทุกข์นี้ทราบไปถึงเง็กเซียนฮ่องเต้บนสวรรค์ จึงส่งซาเซียนลงมาจับสิงโต โดยมีหญ้าเล่งจือเช่าเป็นยาอายุวัฒนะกับพัดของเจ้าแม่กวนอิม พอมาถึงก็ได้พบสิงโตตัวหนึ่งมีขนสีทอง ท่วงทีอาจอ้วนพีมีลักษณะดีมากจึงสยบสิงโตด้วยพัดของเจ้าแม่กวนอิม แล้วหลอกล่อให้สิงโตกินหญ้าอายุวัฒนะที่เสกมนต์กำกับไว้ แล้วนำมาแห่ทั่วเมือง ทำให้ภัยพิบัติต่างๆหมดสิ้นไป

 

ขบวนเอ็งกอ

 

เอ็งกอ เป็นผู้กล้าแห่งเหลียงซันโป๋ ๑๐๘ คน มีเรื่องราวตำนานที่เล่าขานกันมานานของชาวจีน เกิดในสมัยราชวงศ์เป่ยซ่ง รัชกาลซ่งฮุยจงฮ่องเต้ (ค.ศ. ๑๑๐๐ – ๑๑๒๕) เป็นเรื่องราวของชุมโจรเหลียงซันโป๋ มณฑล ซานตง ในเมืองนี้มีเขาเหลียงซัน เป็นเขาที่มีหน้าผาเป็นภูมิประเทศที่ง่ายต่อการตั้งรับและยากต่อการบุกโจมตี เวลากล่าวถึงเอ็งกอ จึงเรียกกันติดปากว่าผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซัน โจรเหลียนซันโป๋ ๑๐๘ คน มีอาชีพและฐานะทางสังคมต่างกัน มีทั้งชาวนา ชาวประมง คนรากรถ พ่อค้า นายพราน นายช่าง หมอ สัตวแพทย์ ครู นักบวช เศรษฐี ข้าราชการชั้นผู้น้อย ทหาร และเชื้อพระวงศ์ โจรเหล่านี้รักใคร่สามัคคีกันดุจพี่น้อง สร้างพลังที่จะต่อต้านความ อยุติธรรมที่เกิดในสังคมยุคนั้น เรียกว่าเป็นโจรคุณธรรม ปล้นคนโกงชาติโกงแผ่นดินเอารัดเอาเปรียบประชาชนได้ทรัพย์สินมาก็แบ่งให้คนยากจน เวลาออกทำการโจรทั้ง ๑๐๘ คนจะเขียนหน้าต่างกันเป็นเอกลักษณ์ ของใครของมัน นี่คือ ความพิเศษที่โดดเด่นของเอ็งกอ

การแต่งหน้าเอ็งกอ

เดิมเอ็งกอเป็นการรำชนิดหนึ่งที่แพร่หลายในแถบแต้จิ๋ว และชัวเถา ชาวแต้จิ๋วใช้การรำชนิดนี้มาฉลองการเก็บเกี่ยวและขอพรจากเทพต่างๆเพื่อคุ้มครอง และบันดาลความสุขสงบ ความร่ำรวยมั่งคั่ง นักแสดงจะแต่งหน้าเป็นวีระบุรุษของ “เขาเหลียงชาน” ตามประวัติศาสตร์ กลุ่มวีระบุรุษ “เขาเหลียงซาน” ตั้งค่ายอยู่ที่เขาเหลี่ยงซาน พวกเขาคอยช่วยเหลือข้าราชการ ที่ถูกใส่ร้าย ถูกเนรเทศให้มาหลบภัยอาศัยบนเขา เพราะ “เขาเหลียงซาน” เป็นเขาที่มีทะเลสาบล้อมรอบทางราชการจึงไม่สามารถปราบได้ ถึงแม้ว่าจะมาปราบแล้วนับครั้งไม่ถ้วน วีระบุรุษกลุ่มนี้เกลียดชังข้าราชการที่ฉ้อราษฏร์บังหลวงมากที่สุด เพราะส่วนใหญ่แล้วตัวเองก็ถูกข้าราชการชั่วเหล่านี้รังแก พวกเขาจึงเลือกปล้นกำจัดข้าราชการชั่วรวมทั้งนักเลงเจ้าพ่อ คนรวยไร้ศิลธรรม และเอาเงินทองที่ปล้นมากับสัญญากู้เงินที่คนจนทำไว้กับคนรวยไร้ศิลธรรมแจกจ่ายหรือคืนให้กับชาวบ้าน พวกเขาจึงได้รับการชื่นชอบจากชาวบ้าน คนจน เป็นวีรบุรุษของชาวบ้านแต่สำหรับทางราชการแล้ว พวกเขาเป็นโจรร้าย เพราะฉะนั้นวีระบุรุษเหล่านี้จึงแต่งหน้ามีสีสันน่ากลัวเหมือนโจรผู้ร้ายเมื่อแสดงระบำ “เอ็งกอ” เพื่อให้น่าเกรงขามสำหรับคนชั่ว” ข้าราชการคดโกงบ้านเมือง คนแต้จิ๋วนำศิลปะชนิดนี้มาจากบ้านเกิดแล้วมาสอนให้ลูกหลานหลายชั่วคนแล้ว ตัวแสดงแต่งหน้าตามตำนาน เดิมมีแต่ผู้ชายแต่ต่อมามีนักแสดงผู้หญิงด้วย ผู้เล่นจะรำไปตีไม้ตีกลองไป บางคนเล่นกังฟูไปด้วยเสียงดังเร้าใจ ครึกครื้นจับใจ

 

ขบวนมังกรทอง

 

ขบวนมังกรทอง

เริ่มจากคณะกรรมการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ (เถ่านั้งประจำปี พ.ศ.๒๕๐๖ – ๒๕๐๗) พวกท่านเห็นว่าปากน้ำโพเหมาะที่จะนำมังกรมารำแสดงในงานตรุษจีน จึงเชิญอาจารย์ลินลงจุยมาสอนลูกหลานชาวปากน้ำโพรำมังกร และมีอาจารย์เฉินฉงฮ้าเป็นผู้ทำมังกร ปากน้ำโพเป็นเมืองแรกในประเทศไทยที่มีการรำมังกร ต่อมาเมืองอื่นๆในประเทศก็ตามอย่างตั้งคณะมังกรด้วย มังกรสำหรับชาวจีนแล้วเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธ์ เป็นสัญลักษณ์ของชาวจีน คนจีนถือว่าตนเองสืบเชื้อสายจากมังกร มีตำนานเกี่ยวกับมังกรมากมายตัวมังกรมีส่วนประกอบต่างๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสัตว์ต่างๆ ตามประวัติแล้วเมื่อสมัยแรกๆ ชาวจีนอยู่กับเป็นกลุ่ม เป็นเผ่า ระหว่างเผ่าต่างๆ มักจะมีการสู้รบกัน ฝ่ายที่ชนะก็มักจะเอาสัญลักษณ์ประจำเผ่าของอีกฝ่ายหนึ่งมาเติมเข้ากับสัญลักษณ์ของเผ่าตนเอง เพื่อแสดงว่าเผ่าตนเองมีอำนาจเหนืออีกเผ่าหนึ่งสัญลักษณ์เหล่านี้มักจะเป็นรูปสัตว์ หรือ ส่วนหนึ่งของรูปสัตว์ จากการรบกันไปรบกันมา เติมสัญลักษณ์เข้าไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็กลายเป็นมังกรตัวหนึ่งที่มีตาเป็นเต่าหน้าเป็นม้า จมูกเป็นโค หนวดเคลาเป็นสิงโต เขาเป็นกวาง เกล็ดปลา ตัวงูหลังเป็นจระเข้ หางและหนวดยาวสองข้างที่ใบหน้าเป็นปลา ขาเป็นเหยี่ยวเวลาปรากฏจะมีเมฆและหมอกประกอบด้วย พูดได้ว่ารวมฟ้า ดิน ทะเลในตัวเดียวกันยังมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวคือวันหนึ่งมังกรกำลังนอนหลับบนสวรรค์อยู่ดีๆก็มีคนๆหนึ่งขโมยลูกแก้วของมังกรไป เมื่อมังกรตื่นขึ้นมาและเห็นว่าลูกแก้วหายจึงออกตามหาจากบนฟ้าจนถึงโลกมนุษย์ ในที่สุดมังกรก็พบเห็นลูกแก้วแต่ก็ยังเอากลับคืนไม่ได้ เขาจึงต้องไล่ตามลูกแก้วไป เรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน นับว่าโชคดีจริงๆ สำหรับมนุษย์ ถ้ามังกรสามารถเอาลูกแก้วคืนไปแล้ว เขาคงกลับไปบนสวรรค์พร้อมลูกแก้ว มนุษย์เราคงไม่ได้เห็นรำมังกรอีก ขอให้มังกรตามลูกแก้วไปตลอดกาล การรำมังกรในปากน้ำโพมีชื่อเสียงมาก เกือบจะพูดได้ว่านึกถึงรำมังกร นึกถึงปากน้ำโพ การรำมังกรที่นี่นอกจากจะรำตามรูปแบบโบราญแล้วยังมีการเติมของใหม่ๆเข้าไป เช่น มังกรพ่นไฟ พ่นน้ำ พ่นควัน มังกรลงเล่นในแม่น้ำอื่นๆ เป็นการเพิ่มสีสันให้กับการรำมังกร ทำให้การรำมังกรนั้นเป็นขบวนที่ผู้มาชมงานสนใจที่สุดขบวนหนึ่ง

 

ขบวนองค์สมมติเจ้าแม่กวนอิม

 

องค์สมมติเจ้าแม่กวนอิม กับเด็กผู้ชายชื่อ “กิมท้ง” และ เด็กผู้หญิงชื่อ “เง็กนึ่ง”

การเลือกองค์สมมติของเจ้าแม่กวนอิมของปากน้ำโพต้องผ่านกระบวนการต่างๆตามพิธีกรรมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราญจนสามารถเลือกองค์สมมติสำเร็จสมบูรณ์ วิธีการคัดเลือกเป็นแบบนี้คือ สาวงามที่บริสุทธิ์ มีการศึกษา สามารถสมัครได้ก่อนเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ทุกๆปีในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ตามปฏิทินจีน และกรรมการซึ่งประกอบด้วย “เถ่านั้ง” (คือผู้เป็นหัวเรือหรือ หัวหน้าการจัดงานฉลองตรุษจีนแห่เจ้า) จะคัดสาวงามทั้งหมดให้เหลือสิบคนจากนั้นคัดอีกรอบหนึ่งให้เหลือห้าคน และห้าคนสุดท้ายนี้จะต้องไปคัดเลือกอีกที่ศาลเจ้าต่อหน้าองค์เจ้าพ่อ– เจ้าแม่โดยผ่านการ “ปั่วปวย” (คล้ายกับเสี่ยงทาย) ผู้ที่ “ปั่วปวย” ได้เป็นคนแรก นั่นก็หมายควมว่าเจ้าพ่อ – เจ้าแม่ เห็นชอบให้เป็นองค์สมมติ

 

ขบวนแห่นางฟ้า

 

ขบวนแห่นางฟ้า

ขบวนแห่ของนางฟ้านี่เป็นกระบวนที่ประกอบด้วยรถตกแต่งด้วยดอกไม้หลายคัน สวยงามตระการตา บนรถมีสาวงามแต่งตัวเป็นเทวดาสาวจีน แสดงรบำจีนโบราณ ในขณะรำยังโปรยดอกไม้ให้กับฝูงชนรอบข้าง เป็นการอวดพรให้ผู้คนมีชีวิตที่แข็งแรงสดชื่น มีอนาคตที่สวยงามสมหวัง และปลอดภัยในปีที่จะมาถึงนี้ ขบวนนี้ก็เป็นแม่เหล็กสำหรับสายตาท่านชายหนุ่มหรือแก่เช่นกัน ดูแล้วสดชื่นสบายอารมณ์ไม่มีเบื่อ

 

รำถ้วยของสมาคมไหหนำ

 

การแสดงรำถ้วยจีนไหหนำ

นี่เป็นอีกขบวบหนึ่งของสมาคมไหหนำ เป็นการนำถ้วย จาน ตะเกียบมาประกอบเต้นระบำ เป็นระบำซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวไหหนำ ประกอบด้วยตัวพระเอก นางเอก และตัวตลก เดิมทีแล้วใช้รำในงานรำลึกถึงท่านผู้หญิงผู้รักชาติ “ส่วนฟูยิน” ต่อมาก็นำมารำในงานมงคลต่างๆ มีการเล่ากันว่าที่เกาะไหหนำในประเทศสาธรณรัฐประชาชนจีน การรำชนิดนี้เคยสูญหายไป และต่อมาจึงถูกนำจากปากน้ำโพกลับไปที่ไหหนำ ถ้าเป็นจริงเราชาวปากน้ำโพก็ภูมิใจที่ได้ช่วยอนุรักษ์การระบำชนิดนี้ไว้และส่งออกไปยังประเทศจีน ท่านหาดูรำชนิดนี้ได้ที่ปากน้ำโพแห่งเดียวในประเทศไทย

รำถ้วยจีน เรียกตามภาษาไหหนำว่า “เจียงบั่ว” เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวจีนไหหนำ ใช้แสดงในงานเทศกาล รื่นเริงต่างๆ โดยเป็นการร่ายรำประกอบดนตรี ซึ่งท่ารำประดิษฐ์โดยใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ ในชีวิตประจำวันมาเป็นส่วนประกอบ เช่น ถ้วยตะไล จาน ตะเกียบ และลำไม้ไผ่ เป็นอุปกรณ์ประกอบจังหวะ โดยเป็นการร่ายรำให้เข้ากับจังหวะเสียงเพลง โดยบทเพลงที่ใช้ประกอบการร่ายรำคือเพลง “อู๊ลิ๊วกง และยิวโห่” ซึ่งในอดีตจะบรรเลง โดยเหล่าบรรพชนที่ได้รวมตัวกันฝึกซ้อม อาทิเช่น เดจิวเซ้งหย่วน เดอ่วงล๊กบ๊วด เดห่านเด๊กเซง

 
ที่มา : หนังสือชุดประเพณีพิธีกรรมแห่เจ้าปากน้ำโพ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *